พาเที่ยวกาญจนบุรี

วันนี้เราจะเดินทางไปเที่ยวที่จังหวัดกาญจนบุรีกันค่ะ ผู้ร่วมเดินทางยังอุ่นหนาฝาคั่งเช่นเดิม ประกอบไปด้วยพี่สาว 2 คน เพื่อนพี่ 1 คน แล้วก็น้องลัคกี้ (มาพร้อมรถประจำตัว) กับน้องเศรษฐี (ขาประจำ .. เจอกันทุกงาน..เจ้าค่า..) ถ้าพร้อมแล้ว เราไปกันเลยค่ะ ^^

ด่านเจดีย์สามองค์
ที่แรกที่เราจะไปกันนั้น ขอเริ่มต้นที่่ด่านเจดีย์สามองค์ อำเภอสังขละบุรีค่ะ พวกเราใช้เวลาในการเดินทางนานทีเดียว เพราะเป็นอำเภอที่ไกลที่สุดของกาญจนบุรีก็ว่าได้ เราเดินทางกันโดยรถเก๋ง  เส้นทางที่ไปนั้น เป็นถนนลาดยางตลอด  มีลักษณะเป็นเหวและทางโค้ง ต้องใช้ความระมัดระวัง ในการขับรถด้วยค่ะ

และแล้วเราก็มาถึงที่หมายกันสักที.. อ๊ะๆ เดี๋ยวก่อน ด่านเจดีย์สามองค์มีประวัติอย่างไรนะ ต้องทำความรู้จักกันก่อนแล้วหละ

ด่านเจดีย์สามองค์ ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี ถือได้ว่าเป็นเขตสิ้นสุดชายแดนไทยด้านทิศตะวันตก เจดีย์สามองค์นี้เดิม เรียกว่า หินสามกอง เป็นที่สักการะของคนไทยโดยทั่วไปก่อนเดินทางออกจากเขตแดนไทยเข้าสู่เขตแดนพม่า เจ้าเมืองสังขละบุรีเป็นผู้นำชาวบ้านในการก่อสร้างเจดีย์สามองค์อย่างที่เราเห็นในปัจจุบันนี้ค่ะ นอกจากนี้ด่านเจดีย์สามองค์ ยังเป็นช่องทางเดินทัพที่สำคัญของไทยและพม่าในครั้งอดีตอีกด้วยค่ะ บริเวณด่านเจดีย์สามองค์ มีร้านขายสินค้าจากประเทศพม่า นักท่องเที่ยวสามารถข้ามชายแดนเข้าไปในเขตประเทศพม่า ชมตลาดชายแดนซึ่งมีสินค้าของพม่าจำหน่ายได้ด้วยค่ะ

พอมาถึงเราก็จะเห็นเจดีย์ทรงมอญสีขาว ตั้งเรียงกันอยู่สามองค์ โดดเด่น เป็นสง่ามากค่ะ บริเวณโดยรอบจัดเป็นสัดส่วนแบ่งเป็นร้านจำหน่ายสินค้าและของที่ระลึกต่างๆ

หลังจากที่เราถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกแล้ว ก็ต้องขอตัวเข้าไปช้อปปิ้งต่อค่ะ แหม !! ล้คกี้ + เศรษฐี สบายตลอดงานเจ้าข่า++(นั่งรถตลอด)

ที่นี่มีสินค้าและของที่ระลึกให้เลือกหลากหลายมากเลยค่ะ อาทิเช่น เครื่องประดับ ทั้งเครื่องทองเหลือง สร้อยเงิน สร้อยสามกษัตริย์ กำไร จี้ ตุ้มหู มุก เครื่องสำอางของพม่า งานพระพุทธรูป และงานไม้ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ หิ้งพระ แจกันดอกไม้ ที่ชอบมากๆ ก็คือที่วางโทรศัพท์มือถือ ซึ่งทำจากไม้เป็นเก้าอี้ฮ่องเต้ (น่ารักมากๆ ค่ะ) เลยซื้อกลับมาเป็นของฝากซะเลย เรื่องราคานั้น เราต้องคอยฟังคนขายให้ดีๆ เพราะโดยมากจะเป็นคนพม่า เราอาจจะงงในการบอกราคาของเขานิดหน่อย เนื่องจากสำเนียงการพูดของเขาเราฟังแล้วอาจจะไม่ชิน เพราะฉะนั้นต้องคอยฟังดีๆ นะคะ

สะพานมอญ
เพื่อนๆ เคยไปสะพานมอญกันหรือเปล่า? ถ้าไม่เคยจะแนะนำให้รู้จักค่ะ ^^

สะพานมอญ อยู่ในตัวอำเภอสังขละบุรี เรียกอีกชื่อว่า “สะพานอุตตมานุสรณ์” เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย มีความยาวถึง 850 เมตร สร้างข้ามลำน้ำซองกาเลียสำหรับให้ประชาชนฝั่งตัวอำเภอสังขละบุรี และฝั่งหมู่บ้าชาวมอญเดินข้ามสัญจรไปมา บริเวณสะพานแห่งนี้เป็นจุดชมวิวทะเลสาบเขื่อนวชิราลงกรณ์ที่สวยงาม สามารถมองเห็นลำห้วยสายต่างๆ คือ ซองกาเลีย บีคลี่ และรันตี ที่ไหลมารวมกันด้วยค่ะ ว้าว !!! สวยงามจริงๆ ค่ะ

ช่วงที่เราเดินไปที่สะพานนั้น เราก็ต้องเดินกันอย่างระมัดระวังด้วยค่ะ เพราะว่าเป็นสะพานไม้ที่มีอายุหลายปี รวมทั้งมีความชื้นอยู่ อาจทำให้เราลื่นได้ค่ะ ขณะที่เรากำลังถ่ายรูปกันอยู่นั้น ก็ได้เห็นคนมอญด้วยหละ เห็นเขาเทินของไว้บนศรีษะ โดยใช้มือหนึ่งจับของไว้ไม่ให้หล่น หรือไม่บางคนก็เดินตัวปลิวเลยค่ะ ขนาดมีของเทินไว้บนศรีษะแท้ๆ เจ๋งมากเลยค่ะ เราส่งยิ้มให้เขาเขาก็ยิ้มให้ ดูเป็นกันเองดีค่ะ วิวแถวนั้นก็สวยมากๆ ด้วย แม่น้ำดูใสสะอาดตาจังเลย สดชื่น สบายอารมณ์เป็นอย่างมากค่ะ

ขณะนั้นก็เป็นเวลาใกล้เที่ยงพอดี พวกเราก็เลยแวะรับประทานอาหารเที่ยงกันที่ร้านค้าแถวนั้นซะเลย เราทานก๋วยเตี๋ยวกันค่ะ คนขายก็เป็นชาวมอญด้วย ต้องลองชิมฝีมือกันสักหน่อยแล้วหละ วันนั้นสั่งก๋วยเตี๋ยวต้มยำ พี่เจ้าของร้านทำก๋วยเตี๋ยวให้เราแบบใจเย็นมากเลย หรือว่าเราหิวก็ไม่รู้นะคะ !! เขาพูดจาสุภาพ ทำอะไรก็ค่อยๆ ไม่รีบร้อน เราก็ดูพี่เค้าทำอาหารเพลินเลยค่ะ รสชาติอาหารก็ไม่เลวเลยค่ะ ชอบๆ ขอเบิ้ล 2 เลยแล้วกันค่ะ อิอิ

เจดีย์พุทธคยา จำลอง
เราเดินทางกันต่อไปที่เจดีย์พุทธคยา จำลอง ซึ่งยังคงอยู่ในอำเภอสังขละบุรีค่ะ เจดีย์พุทธคยา เป็นเจดีย์สีทอง ลักษณะฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนที่เป็นกระดูกนิ้วหัวแม่มือขวาของพระพุทธเจ้า ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร หลวงพ่ออุตตามะเป็นคนสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่สักการะของพุทธศาสนิกชน

บริเวณใกล้เจดีย์ก็จะมีร้านจำหน่ายสินค้าจากพม่าหลายร้านค่ะ จำหน่ายเครื่องไม้ ผ้า ดอกไม้ ราคาก็ไม่แพงค่ะ จากที่ได้เห็นด้วยตาของตัวเอง บริเวณที่แห่งนี้สวยงามมากค่ะ ดูสงบ ร่มรื่น และมีคุณค่าเป็นอย่างมาก

ที่นี่ยังเป็นพื้นที่ในการจัดพิธีกรรมทางศาสนาด้วยในวันคล้ายวันเกิดของหลวงพ่ออุตตามะ ในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีด้วยค่ะ มีการแข่งขันชกมวยคาดเชือก การแสดงของชมรมวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น การรำแบบมอญ การรำตงของชาวกระเหรี่ยง ซึ่งประชาชนที่มาร่วมงานก็จะพร้อมใจกันแต่งกายตามแบบวัฒนธรรมของชาวไทยรามัญและก็จะเตรียมจัดสำรับอาหารทูนบนศรีษะ เพื่อไปถวายพระสงค์กันที่วัดด้วยค่ะ น่ายกย่องจังเลยนะค่ะ ที่พวกเขายังอนุรักษณ์ประเพณีที่งามแบบนี้ไว้ ขอปรบมือให้ค่ะ ^^

แล้วเราก็ขับรถแล่นมาต่อกันที่นี้เลยค่ะ

น้ำตกเกริงกระเวีย
เป็นน้ำตกที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ริมถนนสายทองผาภูมิ-สังขละ ห่างจาก อ.ทองผาภูมิ ประมาณ 32 กม. ถือได้ว่าเป็นน้ำตกหินปูนขนาดเล็กที่มีความสวยงาม ที่หลาย ๆ คน ต้องชื่นชอบค่ะ เมื่อเราเดินทางมาถึงก็สัมผัสได้ถึงความเย็นสบาย และผ่อนคลายไปกับความเป็นธรรมชาติของที่นี่ เราไม่ได้เข้าไปด้านในนะคะ แค่ถ่ายรูปกันที่่ด้านหน้าเท่านั้น เพราะว่าเรามีอีกหลายที่ที่จะต้องเดินทางกันต่ออีก บริเวณนี้ถือได้ว่าเป็นจุดพักรถ แวะรับประทานอาหาร หรือจะเข้าห้องน้ำก็ได้ค่ะ ว่าแต่ชื่อน้ำตกที่นี้ชื่อแปลกดีค่ะ “เกริงกระเวีย” พูดไปพูดมาฟังดูแล้วก็ไพเราะดีเหมือนกันเน๊อะ !!

อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์
หรือที่นิยมเรียกว่า ปราสาทเมืองสิงห์ อยู่ในเขตตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค มีเนื้อที่ประมาณ 800 กว่าไร่ เป็นโบราณสถานที่มีศิลปะการก่อสร้างอยู่ในยุคลพบุรีตอนปลาย ผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส กำแพงเมืองก่อด้วยศิลาแลงขนาดกว้าง 880 เมตร โดยได้รับอิทธิพลทางศาสนา และวัฒนธรรมจากกัมพูชา ตัวปราสาทล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาแลง คูน้ำ และแนวคันดิน รูปแบบสถาปัตยกรรมและประติมากรรมสร้างตามลักษณะขอมแบบบายน ตรงกับสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ของประเทศกัมพูชา อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00-16.30 น.

ภายในสวยงามมากจริงๆ ค่ะ คนต่างชาติมากันเยอะมากค่ะ เห็นไหมละค่ะ ว่าเมืองไทยเรามีที่เที่ยวดีๆ ที่น่าสนใจมากมาย และนี่ก็เป็นอีกสถานที่อีกหนึ่งแห่งที่เราสมควรอนุรักษ์ไว้ค่ะ

สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก
สุสานแห่งนี้เป็นสุสานของเชลยศึกสัมพันธมิตรที่เสียชีวิตในระหว่างการสร้างทางรถไฟสายมรณะค่ะ ตั้งอยู่หลังสถานีรถไฟกาญจนบุรี ห่างจากศูนย์กลางจังหวัดกาญจนบุรีประมาณ 2 กิโลเมตร ในเขตบ้านดอนรัก ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมือง

เมื่อเรามาถึงที่นี่ก็ต้องอึ้งกันอยู่สักพักค่ะ เพราะนี่คือสุสานซึ่งมีเนื้อที่กว้างขวางและก็เงียบสงบเป็นอย่างมากค่ะ มองไปทางไหนก็มีแต่หลุมฝังศพทั้งนั้นเลย มันทำให้เรารำลึกถึงเหตุการณ์การสู้รบของทหารผู้เสียสละและผลลัพธ์ที่ตามมา สุสานแห่งนี้บรรจุศพทหารเชลยศึกไว้ถึง 6,982 หลุมเลยค่ะ สังเกตเห็นว่ามีการสลักรายชื่อทหารไว้บนหลุมฝังศพเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษค่ะ

ฝนเริ่มตกแล้วค่ะเพื่อนๆ คงจะต้องเริ่มเดินทางกลับแล้วหละ แต่เรา็คงจะไปแวะกันที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว เป็นที่สุดท้ายกันต่ออีกสักหน่อย เดี๋ยวจะหาว่ามาเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรี ทั้งที ไม่ได้แวะไปสะพานข้ามแม่น้ำแควได้ไง ใช่ปะ !!

สะพานข้ามแม่น้ำแคว
ตั้งอยู่ที่ตำบลท่ามะขาม เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่งค่ะ สร้างขึ้นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยกองทัพญี่ปุ่นได้เกณฑ์เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร ได้แก่ ทหารอังกฤษ อเมริกัน ออสเตรเลีย ฮอลันดาและนิวซีแลนด์ ประมาณ 61,700 คน และกรรมกรชาวจีน ญวน ชวา มลายู ไทย พม่า อินเดียอีกจำนวนมาก มาก่อสร้างทางรถไฟสายยุทธศาสตร ์เพื่อเป็นเส้นทางผ่านไปสู่ประเทศพม่าค่ะ ซึ่งเส้นทางช่วงหนึ่งจะต้องข้ามแม่น้ำแควใหญ่ จึงต้องมีการสร้างสะพานขึ้น ซึ่งการสร้างสะพานและทางรถไฟสายนี้ก็เต็มไปด้วยความยากลำบากค่ะ ความทารุณของสงคราม และโรคภัย ตลอดจนการขาดแคลนอาหารทำให้เชลยศึกจำนวนหลายหมื่นคนต้องเสียชีวิตลง ณ ที่แห่งนี้ค่ะ

อยากเก็บภาพมาฝากเพื่อนๆ มากกว่านี้ แต่ว่าฝนเริ่มตกหนักแล้ว เลยถ่ายภาพมาได้แค่นี้จริงๆ ต้องขออภัยด้วยค่ะ

“ทุกๆ ที่ที่ได้เดินทางไปนั้น ล้วนแล้วแต่มีความน่าประทับใจแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นวัด อนุสรณ์สถาน น้ำตก อุทยานประวัติศาสตร์ ต่างก็ทำให้รู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก เชื่อค่ะ ว่าเมืองไทยของเรา มีที่เทียวที่น่าสนใจอีกมากมาย ที่คุณต้องไปสัมผัสด้วยตัวคุณเองค่ะ”

แล้วเจอกันใหม่นะคะ :บ๊ายบาย:

พาเที่ยวกาญจนบุรี, 4.0 out of 5 based on 1 rating

ท่องเที่ยว อื่นๆ

ป้ายกำกับการท่องเที่ยว:
VN:F [1.9.10_1130]
คะแนน: 4.0/5 (1 โหวต)

เกี่ยวกับ สุ

ชอบท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ ต้องลองมาสัมผัสที่นี่ด้วยตัวคุณเอง \(^0^)/
สุ พาเที่ยว
สุ