ประวัติความเป็นมา
ภูทอก ในภาษาอีสาน แปลว่า ภูเขาที่โดดเดี่ยว อยู่ในเขตบ้านคำแคน ตำบลนาสะแบง เป็นภูเขาหินทรายโดดเด่นมองเห็นได้แต่ไกล ประกอบด้วย ภูทอกใหญ่ และภูทอกน้อย แต่ก่อนบริเวณนี้เคยเป็นป่าทึบ มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมาย พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ได้เริ่มเข้ามาจัดตั้งเป็นแหล่งบำเพ็ญเพียร เพื่อให้พุทธศาสนิกชนปฏิบัติธรรม เนื่องจากเป็นสถานที่เงียบสงบ
ภูทอกน้อยเป็นที่ตั้งของวัดเจติยาคีรีวิหาร (วัดภูทอก) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการเดินเท้าขึ้นสู่ยอดภูทอก โดยต้องเดินไปตามสะพานไม้เวียนวนรอบเขาสูงชันจนถึงยอด สะพานไม้สร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาจากเหล่าพระ เณร และชาวบ้าน เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2512 ใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 5 ปี บันไดที่ทอดขึ้นสู่ยอดภูทอกนี้เปรียบเสมือนเส้นทางธรรมที่น้อมนำสัตบุรุษให้พ้นโลกแห่งโลกียะสู่โลกแห่งโลกุตระหรือโลกแห่งการหลุดพ้นด้วยความเพียรพยายามและมุ่งมั่น ภูทอกยังคงเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมและปฏิบัติศาสนกิจของชุมชน ดังนั้นผู้ที่มาเยือนสถานที่แห่งนี้ควรอยู่ในความสงบและเคารพสถานที่

ข้อมูลทั่วไป
วัดเจติยาคีรีวิหาร (วัดภูทอก) เป็นสำนักปฎิบัติธรรมที่อยู่บนภูทอกธรรมชาติอันสงบเงียบ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธรักษ์ คือการท่องเที่ยวในเชิงการแสวงบุญหรือธรรมจาริก นักท่องเที่ยวจะได้ประโยชน์จากการเที่ยวชมธรรมชาติคือขุนเขาลำเนาไพรและได้ศึกษาพุทธศาสนา ส่วนชาวบ้านจะได้ประโยชน์จากการจำหน่ายสินค้าและธุรกิจร้านอาหาร
แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวัดไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวหรือแหล่งทัศนาจร หากแต่เป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจของชาวพุทธเป็นสำคัญ ผู้เข้าเยี่ยมชม-กราบไหว้ควรปฏิบัติตามกฎที่ทางวัดตั้งไว้อย่างเคร่งครัด
วัดเจติยาคีรีวิหาร หรือ ภูทอก มีขนาดความสูงโดยวัดจากฐานถึงยอด 460 เมตร มีบันไดเรียงขึ้นตามชั้นต่างๆ 7 ชั้น และฐานชั้นที่ 6 วัดโดยรอบได้ 800 เมตร เป็นหน้าผาสูงชันมีที่ธรณีสงฆ์ 78 ไร่ 3 งาน 18 ตารางวา
บันไดที่ทอดขึ้นสู่ยอดภูทอกแบ่งออกเป็น 7 ชั้น ดังนี้
ชั้นที่ 1 เมื่อเดินผ่านประตูสวรรค์เข้าไป แม้จะไม่มีป้ายบอก แต่ก็ถือว่าเข้ามาอยู่ในอาณาบริเวณชั้นที่ 1 แล้ว ชั้นนี้จะได้สัมผัสกับต้นไม้ใบหญ้าหลากชนิดนานาพันธุ์
ชั้นที่ 2 เป็นบันไดไม้ยาวทอดรับจากชั้นที่ 1 เมื่อเดินตามสะพานไม้ไปเรื่อยๆ จะเห็นสถานีวิทยุชุมชนของวัดอยู่ด้านขวามือ ชั้นที่หนึ่งและสองมีทัศนียภาพที่ไม่ต่างกันมากนัก
ชั้นที่ 3 เป็นสะพานเวียนรอบเขา สภาพเป็นป่าเขามืดครึ้ม มีโขดหิน ลานหิน สุดทางชั้นที่ 3 มีทางแยกสองทาง ทางซ้ายมือเป็นทางลัดไปสู่ชั้นที่ 5 ได้เลย ซึ่งเป็นทางชันมาก ผ่านหลืบหินที่มีลักษณะเหมือนอุโมงค์ ทางขวามือเป็นทางขึ้นสู่ชั้นที่ 4
ชั้นที่ 4 เป็นสะพานลอยไต่เวียนรอบเขา มองไปเบื้องล่างจะเห็นเนินเขาเตี้ยๆ สลับกัน เรียกว่า "ดงชมพ" ทิศตะวันออกจดกับภูลังกา เขตอำเภอเซกา ซึ่งมีสภาพเป็นป่าดิบ มีแม่น้ำลำธารหลายสายไหลผ่าน มีสัตว์ป่ามากมายอาศัยอยู่ โดยเฉพาะมีฝูงกามาอาศัยอยู่มาก จึงเรียกกันว่า ภูรังกา แล้วเพี้ยนมาเป็นภูลังกาในที่สุด ชั้นที่ 4 นี้ จะเป็นที่พักของแม่ชี รอบชั้นมีระยะทางประมาณ 400 เมตร มีที่พักผ่อนระหว่างทางเป็นระยะๆ
ชั้นที่ 5 มีศาลาและกุฏิที่อาศัยของพระ และเป็นที่เก็บศพของพระอาจารย์จวนด้วย ตามช่องทางเดินจะมีถ้ำอยู่หลายถ้ำ เช่น ถ้ำเหล็กไหล ถ้ำแก้ว ถ้ำฤาษี ฯลฯ ตลอดเส้นทางสู่ชั้นที่ 6 มีที่พักเป็นลานกว้างหลายแห่ง มีหน้าผาชื่อต่างๆ กัน เช่น ผาเทพนิมิตร ผาหัวช้าง ผาเทพสถิต เป็นต้น ถ้ามาทางด้านเหนือจะเห็นสะพานหินธรรมชาติทอดสู่พระวิหาร อันเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ด้วย มองออกไปจะเห็นแนวของภูทอกใหญ่อย่างชัดเจน
ชั้นที่ 6 เป็นชั้นสุดท้ายของบันไดเวียนรอบเขา มีความยาว 400 เมตร เป็นชั้นที่ชมทัศนียภาพรอบๆ ภูทอกได้อย่างสวยงาม สิ่งศักดิ์สิทธิ์และน่าชมที่สุดของชั้นนี้ คือ ปากทางเข้าเมืองพญานาคซึ่งอยู่หลังพระปางนาคปรก มีจุดให้สังเกตุคือมีรอยสีขาวขูดติดกับหินปูน ซึ่งชาวบ้านถือว่าเป็นรอยถลอกที่เกิดจากท้องพญานาคสัมผัสกับหิน และมีบ่อน้ำเล็กๆ ขังอยู่เกือบตลอดปี
ชั้นที่ 7 จากชั้นที่ 6 ขึ้นมาชั้นที่ 7 จะมีบันไดไม้พาดขึ้นมา เมื่อเดินขึ้นบันไดผ่านมาแล้วจะเจอทางแยก 2 ทาง เพื่อขึ้นไปบนดาดฟ้าชั้น 7 ซึ่งเป็นป่าไม้เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ ทางแรกเป็นทางชัน ต้องเกาะเกี่ยวกิ่งและรากไม้โหนตัวขึ้นด้านบน อีกทางหนึ่งเป็นทางอ้อมต้องเดินเวียนไปทางขวามือ แต่จะมาบรรจบกันด้านบน ทางนี้เหมาะสำหรับคนแรงน้อย คนเฒ่าคนแก่และเด็กๆ

ข้อควรปฏิบัติก่อนขึ้นเขา
เนื่องจากวัดไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวหรือแหล่งทัศนาจร หากแต่เป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจของชาวพุทธเป็นสำคัญ ผู้เข้าเยี่ยมชม-กราบไหว้ควรปฏิบัติตามกฎที่ทางวัดตั้งไว้อย่างเคร่งครัด คือ
- ห้ามนำสุรา-อาหารไปรับประทานบนยอดเขาโดยเด็ดขาด
- ห้ามส่งเสียงดังรบกวนพระ-เณรที่กำลังภาวนา
- ห้ามขีดเขียนสลักข้อความลงบนหิน
- ห้ามทำลามกอนาจารฉันท์ชู้สาวและควรแต่งกายให้สุภาพ
สาเหตุที่ห้าม
- เนื่องจากที่แห่งนี้มีนาค (งู) อาศัยอยู่มาก และงูเหล่านี้ถือศีลงดกินเนื้อสัตว์ หากได้กลิ่นอาหารจะทำให้ตบะแตกแล้วเลื้อยออกมาหาอาหาร จะทำให้นักท่องเที่ยวพบสัตว์ที่ไม่พึงประสงค์และจะเป็นอันตรายสำหรับภิกษุ-สามเณรที่อยู่ประจำ
- หากอนุญาตให้นำอาหารไปทานบนภูทอกได้ ไม่ช้าภูทอกก็จะเต็มไปด้วยขยะ ระบบนิเวศน์และทัศนียภาพที่สวยงามจะเสียหาย
- สุภาพสตรีที่แต่งกายไม่สุภาพ ทำให้บุรุษเพศหรือภิกษุ-สามเณรเห็นแล้วเกิดความกำหนัดคือเกิดกิเลส แม้มนุษย์ด้วยกันจะไม่รู้ แต่เทพยดาที่นี้จะรู้ ดังนั้นจึงได้ห้ามเด็ดขาด
จุดเด่นหรือสิ่งที่น่าสนใจ
เจดีย์พิพิธภัณฑ์ พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ
เป็นที่เก็บอัฐิของพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ สร้างเมื่อปีพุทธศักราช 2529 ด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ประดับด้วยหินอ่อนขนาดกว้าง 16 เมตร สูง 31 เมตร ตั้งบนเนินดินถมสูง 7 เมตร สัณฐานเป็น 8 เหลี่ยม ทรงกรวย ส่วนล่างเป็นฐาน กว้าง 10.50 เมตร ส่วนกลาง มี 8 ชั้น เหนือซุ้มประตูทั้ง 3 ด้าน ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญอักษรย่อพระปรมาภิไธย "ภ.ป.ร." ลานรอบองค์เจดีย์ เป็น 8 เหลี่ยม ปูกระเบื้องแผ่นเรียบ กว้าง 34 เมตร มีม้านั่งโดยรอบ มณฑปพระธาตุท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ตั้งอยู่ ณ จุดศูนย์กลางของเจดีย์ ซึ่งตรงกับจุดที่เคยตั้ง จิตตกาธานบนเมรุ ที่พระราชทานเพลิงศพของท่าน เมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2524
พุทธวิหาร
พุทธวิหาร ตั้งอยู่บนก้อนหินซึ่งแยกตัวออกมาจากหินก้อนใหญ่แล้ว แต่ไม่ตกลงมา การที่พุทธวิหารตั้งอยู่ได้โดยไม่ตกลงมาถือได้ว่าน่าอัศจรรย์ คล้ายกับพระธาตุอินทร์แขวนที่ประเทศพม่า ในอดีตก่อนที่จะมีการสร้างสะพานไม้เชื่อมต่อ บุคคลธรรมดาไม่อาจข้ามมาที่พุทธวิหารได้ เพราะมีหุบเหวขวางกั้น แต่มีบุคคลอยู่ประเภทหนึ่งที่สามารถปรากฎตัวที่พุทธวิหารได้ คือพระอรหันต์และท่านผู้ทรงอภิญญา ท่านเหล่านี้จะมาพักผ่อนที่พุทธวิหารเองโดยการเดินบนอากาศหรือเหาะข้ามมา เพราะต้องการปลีกวิเวกและไม่ให้ใครมารบกวนได้ ดังนั้นหินประหลาดก้อนนี้จึงถูกเรียกว่า "พุทธวิหาร" ซึ่งแปลว่า สถานที่พักผ่อนของท่านผู้บรรลุแล้ว ในปัจจุบันแม้ว่าจะมีสะพานไม้เชื่อมต่อระหว่างสะพานหินกับพุทธวิหารแล้วก็ตาม แต่ทางวัดปิดประตูไว้ อนุญาตให้มาได้แค่ปากประตูเท่านั้น
เหมาะสำหรับ
ผู้ใหญ่, เที่ยวคนเดียว, เที่ยวเป็นกลุ่ม
กิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยว
ท่องเที่ยวในเชิงการแสวงบุญหรือธรรมจาริก นักท่องเที่ยวจะได้ประโยชน์จากการเที่ยวชมธรรมชาติคือขุนเขาลำเนาไพรและได้ศึกษาพุทธศาสนา
ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติม
บ้านคำแคนพัฒนา หมู่ 6 ต.นาสะแบง อ.ศรีวิไล จ.หนองคาย 43210
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, intaram.org, dhammathai.org, buddhist.egat.co.th
สถานที่ตั้ง
บ้านคำแคนพัฒนา หมู่ 6 ตำบลนาสะแบง อำเภอศรีวิไล จังหวัดหนองคายการเดินทาง
จากตัวเมืองหนองคายใช้ทางหลวงหมายเลข 212 ผ่านอำเภอโพธิ์ชัย อำเภอปากคาด และอำเภอบึงกาฬ แล้วเลี้ยวขวาเข้าเส้นทางหลวงหมายเลข 222 ถึงอำเภอศรีวิไล จากอำเภอศรีวิไลมีทางแยกซ้ายผ่านบ้านนาสิงห์ บ้านสันทรายงาม สู่บ้านนาคำแคน ถึงภูทอกเป็นระยะทางอีก 30 กิโลเมตร
พิกัดตำแหน่ง
ละติจูด: 18.13568
ลองจิจูด: 103.88002
ที่พักจังหวัดหนองคาย

"การจอง ที่พักหนองคาย กับเรา สามารถทำได้ง่าย ปลอดภัย และยังสามารถช่วยประหยัดเงินของคุณได้"
และวันนี้คุณสามารถชำระเงินค่าที่พักได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ด้วยช่องทางการชำระเงินอีกหนึ่งรูปแบบจากเรา
ผ่าน เคาน์เตอร์เซอร์วิส ที่ร้าน เซเว่น อีเลฟเว่น (7-Eleven) ทั่วประเทศ มากกว่า 4,800 สาขา
เพลิดเพลินไปกับการจอง ที่พักหนองคาย ราคาพิเศษสุดกับเรา
| ที่พัก | ระดับ | พื้นที่ | ราคา |
| โรงแรม แกรนด์ พาราไดซ์ | ![]() | ตัวเมือง | 1,120 |
| โรงแรม รอยัล แม่โขง หนองคาย | ![]() | เมือง | 1,060 |
บริการ จองที่พัก กว่า 2,500 โรงแรม รีสอร์ททั่วประเทศให้คุณเลือกในราคาลดพิเศษสูงสุดถึง 75%




ที่หาสถานที่ปฎิบัติโอกาสในการหยุดสร้างกรรมนั้นหายากกว่าหาเพชรเพียงหยุดสร้างปีละ 1 ครั้งละ 7 – 15 วันก็พอลดกรรมได้
บ้างอยากให้เพื่อนๆทุกท่านๆมีโอกาสได้หยุดสร้างกรรมบ้าง
เคยไปมาแล้วแต่ขึ้นไม่ถึงยอด สวยมากๆๆ อยากไปอีกแต่ยังไปไม่ถึงสักที
อยู่ใต้ ไม่ลอง วัดสวนโมกข์ ของท่านพุทธทาส ภิกขุ ล่ะคะ
อยู่ใต้ค่ะ อยากขับรถไปเที่ยวและปฏิบัติธรรม อยากได้ข้อมูลการเข้าแต่งกายปฏิบัติธรรม ,โฮมสเตย์หรือที่พักราคาที่จะพอเหลือเงินทำบุญและปลอดภัยสำหรับผู้หญิง ด้วยค่ะ
เคยไปที่ภูทอกกับครอบครัวเมื่อครั้งยังเล็ก…. เงียบสงบมากเลยค่ะ
เดินถึงชั้น 5 ก็ไม่ไหวแล้วเพราะตอนนั้นยังเล็กมากกกกก