ประวัติความเป็นมา
วัดสระเกศ เป็นวัดเก่าแก่สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อว่า "วัดสระแก" และได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นวัดสระเกศเมื่อรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ครั้งที่ได้ทรงสร้างกรุงเทพมหานคร วัดสระเกศเป็นวัดสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาติไทย และเกี่ยวกับพระบรมราชจักรีวงศ์มาแต่ต้น จึงเป็นอารามหลวงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่รัชกาลที่ 1 เป็นต้นมา ได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์เป็นจำนวนมากปฏิสังขรณ์ก่อสร้างถาวรวัตถุและ เสนาสนะสงฆ์สืบมาโดยลำดับ ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรมหาวิหาร 
ข้อมูลทั่วไป
วัดสระเกศ ตั้งอยู่แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรมหาวิหารภายในวัดแบ่งเป็น 2 เขต คือ ทางด้านเหนือของวัดเป็นที่ตั้งบรมบรรพต พระวิหารพระอัฏฐารส และบริเวณพระอุโบสถ จัดเป็นพุทธาวาส ส่วนทางด้านใต้ของเขตพุทธาวาสมีถนนคั่นเป็นเสนาสนะสงฆ์ที่อยู่ของพระภิกษุสามเณร จัดเป็นสังฆาวาส การเข้าชมวัดไม่เพียงแต่จะได้เห็นได้ชมพุทธสถาปัตยกรรมและพุทธศิลป์อันงามวิจิตร ที่บรรดาช่างฝีมือตั้งใจประดิษฐ์ขึ้นด้วยศรัทธา เพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชาเท่านั้น ยังจะได้รับความรู้แนวคิด ความเชื่อและปรัชญาในพุทธธรรม เกิดปัญญาและประสบการณ์ในชีวิตของเราเพิ่มขึ้นอีกด้วย ภายในวัดสระเกศมีพุทธสถานในวัดแต่ละส่วนดังนี้ 
พระวิหาร
พระวิหารหลังนี้สวยงามสูงเด่นเป็นสง่า มีหลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบ มีช่อฟ้าใบระกา หน้าบันทั้งสองด้านประดับด้วยกระจกสี เป็นทีประดิษฐานพระพุทธรูปสำคับ 2 องค์ คือ พระอัฏฐารส และหลวงพ่อดุสิต นอกจากนี้ยังใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์บทมหาสมัยสูตร เพื่อทำน้ำพระพุทธมนต์ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ สำหรับแจกจ่ายให้ประชาชน 
พระอัฏฐารส
พระอัฏฐารส มีพระนามเต็มว่า พระอัฏฐารสศรีสุคตทศพลญาณบพิตร เป็นพระพุทธรูปปางห้ามญาติ ศิลปะสกุลช่างสมัยสุโขทัยตอนต้น อายุ 700 ปี เป็นประพุทธรูปยืนที่มีความสูงที่สุด ในกรุงเทพมหานคร มีความสูงถึง 5 วา 1 ศอก 10 นิ้ว (21 ศอก 1 นิ้ว) หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ทั้งองค์ โดยไม่มีการเชื่อมต่อ ประดิษฐานอยู่บนชุกชีในพระวิหาร
ธรรมดาเมืองหลวงแต่ก่อนย่อมมีพระอัฏฐารสเป็นประจำราชธานี เพื่อให้บ้านเมืองสงบสุขปราศจากสงคราม ป้องกันความแตกแยกของคนในชาติ ให้คนในชาติเกิดความรักความสามัคคี และให้ประเทศชาติสถิตสถาพรมั่นคงยั่งยืนนาน ประหนึ่งพระพุทธปฏิมากรประทับยืนสถิตสถาพรเป็นนิรันดร์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดให้อัญเชิญพระอัฏฐารส มาจากวัดวิหารทอง เมืองพิษณุโลก มาประดิษฐานไว้ ณ พระวิหารแห่งนี้
หลวงพ่อดุสิต
เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย พระพุทธศิลป์สกุลช่างรัตนโกสินทร์ มีประวัติว่า เดิมเป็นพระประธานประจำพระอุโบสถวัดดุสิตมาก่อน เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างพระราชวังดุสิต และสวนดุสิตจำต้องขยายบริเวณเกินเนื้อที่วัดเบญจมบพิตรและวัดดุสิต จึงโปรดให้อัญเชิญพระประธานในพระอุโบสถวัดดุสิตไปประดิษฐานอยู่ในห้องด้านหลังพระวิหารพระอัฏฐารสซึ่งว่างอยู่ ภายหลังเรียกกันว่า “หลวงพ่อดุสิต” ประดิษฐานอยู่ตลอดมาจนทุกวันนี้ 
พระอุโบสถ
พระอุโบสถประดิษฐานบนลานกระเบื้องสีเหลืองนวลรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตั้งอยู่ภายในกำแพงแก้ว มีพระระเบียงรอบพระอุโบสถ และมีพัทธสีมาตั้งรายรอบอยู่ 8 ทิศ 
ระหว่างกำแพงแก้วกับพระระเบียงนั้นมีพระเจดีย์รายรอบ 
พัทธสีมาที่ประดิษฐานในซุ้มทรงกูบช้างที่ประดับกระเบื้องลายวิจิตร เป็นฝีมือช่างจากเมืองจีน ใบสีมาแต่ละซุ้มนั้นสลักด้วยศิลาประดับกระจกสี ซุ้มละ 2 ใบ ซุ้มพัทธสีมาวัดสระเกศนี้มีชื่อเสียงในด้านความสวยงาม และแปลกเป็นพิเศษต่างจากวัดอื่นๆ จนสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส (สมเด็จพระสังฆราชเจ้า องค์ที่ 10 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) ทรงสรรเสริญว่า “ซุ้มพัทธสีมาวัดสระเกศ วิจิตสวยงามมาก ควรถือเป็นแบบอย่างได้” 
หน้าบันพระอุโบสถทั้งด้านหน้าและด้านหลังสลักลายกระหนกลายก้านขดประดับกระจกสี ตรงกลางประดับรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งราชวงศ์จักรี กระหนกลายก้านขดทอดลายงดงามรับกับเครื่องหลังคาที่ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ดูอ่อนช้อยกลมกลืนกัน 
ซุ้มประตูหน้าต่างแบบบันแถลง บานประตูเขียนรูปทวารบาลเป็นรูปชาวต่างประเทศ ส่วนหน้าต่างเขียนรูปลายรดน้ำสีสดตระการตา 
ภายในพระอุโบสถกว้าง ประดิษฐานพระประธานปางสมาธิองค์ใหญ่ปิดทองคำเปลวสะท้อนสี ทองสุกอร่าม พระประธานองค์นี้รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯให้สร้างครอบพระประธานองค์เดิมที่เล็กกว่าไว้ พระพุทธศิลป์ฝีมือสกุลช่างรัตนโกสินทร์ พระประธานประดิษฐานบนฐานชุกชีที่พอดีกับระดับสายตา เมื่อกราบท่านแล้วแหงนมองพระพักตร์ท่านและดูรอบๆพระอุโบสถจะได้ความรู้สึกอิ่มตาสบายใจ 
ผนังรอบพระอุโบสถประดับภาพจิตรกรรมงามตายิ่ง เบื้องบนเขียนภาพเทวดาและท้าวจตุโลกบาล ด้านตรงข้ามกับพระประธานเป็นภาพพุทธประวัติตอนมารวิชัย ระหว่างซุ้มหน้าต่างวาดเป็นภาพทศชาติของสมเด้จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้านหลังพระประธานเป็นภาพไตรภูมิ คือ ภาพสวรรค์ มนุษย์ และนรก
พระระเบียง
พระระเบียงเป็นเครื่องกั้นล้อมรอบพุทธสถานสำคัญสร้างตามคตินิยมตามแบบขอม คติการสร้างพระระเบียงของไทยนั้นสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงวิเคราะห์ว่า แต่เดิมนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นที่พักของพุทธบริษัทที่เดินทางมาจากที่ไกลๆได้พักผ่อน ครั้นในสมัยรัตนโกสินทร์สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปเรียงรายภายใน
พระระเบียงสร้างรอบพระอุโบสถวัดนี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้น พร้อมกับการปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ ประกอบด้วยซุ้มประตู 4 ทิศ เหนือซุ้มประตูมีมุขยื่นหลังคาลดหลั่นกัน ที่หน้าบันสลักลายกระหนกลายก้านขดประดับกระจก ลายอ่อนช้อยรับกับใบระกา ช่อฟ้า หางหงส์ ที่ประดับบนหลังคา และสอดรับกลมกลืนกับหลังคาพระอุโบสถ เสมือนเป็นพุทธสถานในชุดเดียวกันยามที่แดดส่องลงบนหลังคา แสงสะท้อนกระจกประดับลายขับสีวาววับตัดสีทองดูอร่ามตายิ่งนัก เพดานพระวิหารคดทาสีแดง ประดับรูปดาวราย ภายในตั้งแท่นประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นประดับทองคำเปลวที่รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯให้อัญเชิญมาจากหัวเมือง พระพุทธรูปปางต่างๆ ที่ประดิษฐานรายรอบทั้งสี่ด้านนับรวมได้ 163 องค์ 
พระบรมบรรพต เจดีย์ภูเขาทอง
พระบรมบรรพตภูเขาทอง นับเป็นพุทธสถานที่สำคัญของวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และเป็นสัญลักษณ์ของวัดที่คนทั่วโลกรู้จักกันมากกว่าพุทธสถานรอบวัด พระบรมบรรพตภูเขาทองนี้มีประวัติความเป็นมาที่ยิ่งใหญ่ เพราะสร้างโดยพระมหากษัตริย์แห่งพระราชวงศ์จักรีถึง 3 พระองค์ด้วยกัน คือ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามลำดับ ใช้เวลาในการก่อสร้างเป็นเวลาประมาณ 5 ทศวรรษ ปัจจุบันมีอายุร่วม 200 กว่าปี บนยอดมีเจดีย์สีทองเหลืองอร่ามประดิษฐานอยู่ ได้จำลองแบบมาจากพระเจดีย์ของวัดภูเขาทองในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 
พระบรมบรรพตภูเขาทองนี้มีความสูงประมาณ 100 เมตร มีความกว้างโดยรอบเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 500 เมตร ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินประกอบพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่บูชาไว้ในพระบรมมหาราชวังประดิษฐานในพระเจดีย์ภูเขาทองเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2440 ครั้งที่ 2 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญจากเมืองกบิลพัสดุ์ ประเทศอินเดีย ครั้งที่ 3 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน เสด็จพระราชดำเนินทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในพระเจดีย์ยอดพระมณฑปเมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2497 
การขึ้นไปกราบนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ณ พระบรมบรรพตภูเขาทองข้างบน ให้เดินขึ้นไปตามบันไดเวียน ซึ่งมีอยู่ทั้งสองด้าน คือ ด้านทิศเหนือและด้านทิศใต้ ซึ่งบันไดแต่ละด้านมี 344 ขั้น การที่ประเทศใดจะมีพระบรมสารีริกธาตุไว้ในครอบครองนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก มีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่มีพระบรมสารีริกธาตุไว้สักการบูชา เช่น จีน อินเดีย และญี่ปุ่น 
เมื่อขึ้นมาบนพระบรมบรรพตภูเขาทองแห่งนี้ นอกจากจะได้นมัสการพระบรมสารีริกธาตุแล้ว ยังได้สัมผัสกับบรรยากาศที่แสนบริสุทธิ์ และความสงบร่มรื่น ทั้งยังสามารถชมทิวทัศน์ที่สวยงามของกรุงเทพมหานครได้รอบทิศอีกด้วย 
หอไตร
ตั้งอยู่ที่คณะ 10 ด้านใต้ของบรมบรรพต ตามธรรมดาการก่อสร้างวัดแต่โบราณมานิยมปลูกหอไตรไว้ประจำวัดด้วย หอไตรนี้เรียกเต็มว่า “หอพระไตรปิฎก” เป็นที่เก็บคัมภีร์พระพุทธศาสนา นับตั้งแต่พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกาและสัททาวิเศษ ตลอดจนอุปการณ์ต่างๆรวมเรียกว่า “พระธรรม” เป็นหอสมุดประจำวัด และนิยมสร้างในสระน้ำเพื่อป้องกันสัตว์ที่จะทำลายหนังสือ เช่น ปลวกและหนู เป็นต้น 
หอไตรวัดสระเกศก็อยู่ในลักษณะดังกล่าว ปลูกในสระ แต่บัดนี้ถมเสียแล้ว พื้นล่างเทปูนซีเมนต์ ของเดิมสร้างเป็นเรือนไม้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 มีเฉลียงรอบ หลังคามีช่อฟ้า ใบระกา ฝาและบานประตูหน้าต่างแกะลายจำหลัก และมีรอยเขียนลายรดน้ำดำ ฝีมือสร้างแสดงถึงความประณีตวิจิตรบรรจง เคยได้รับการบูรณะมาครั้งหนึ่งสมัยรัชกาลที่ 3 
พระตำหนัก
ตั้งอยู่ใกล้กับหอไตร เดิมเป็นเรือนไม้สร้างเป็นห้องโถงใหญ่กั้นห้องด้วยฝาสองส่วน รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าให้สร้างถวายไว้ข้างพลับพลาที่เคยประทับสรงมูรธาภิเษก สระที่สรงมูรธาภิเษกนี้ปัจจุบันถูกถมไปแล้ว รัชกาลที่ 3 ได้บูรณปฏิสังขรณ์เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน มีฉากกั้นห้องเขียนภาพลวดลายจีนตามความนิยมในสมัยนั้น
หลวงพ่อโต
พระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์นี้ เป็นพระพุทธรูปหล่อปิดทองในสมัยรัชกาลที่ 3 หน้าตักกว้าง 7 ศอก 1 คืบ ส่วนสูง 10 ศอก นับว่าเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยโลหะที่ใหญ่มากองค์หนึ่ง พระพุทธรูปที่ใหญ่ขนาดนี้ส่วนมากปั้นด้วยปูน ชาวบ้านเรียกกันว่า “หลวงพ่อโต” คงจะเนื่องจากเป็นพระพุทธรูปใหญ่นั่นเอง หลวงพ่อโตประดิษฐานอยู่ที่บริเวณเชิงพระบรมบรรพตภูเขาทองด้านทิศเหนือ หันพระพักตร์ไปทางคลองมหานาคที่ขุดผ่านบริเวณวัด และหันหลังให้ภูเขาทอง ตามประวัติได้บันทึกเอาไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ได้มีพระราชศรัทธาให้สร้างหลวงพ่อโตไว้ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรณาโปรดให้นามาประดิษฐานไว้ที่วัดสระเกศแต่บัดนั้นมาจนถึงปัจจุบัน หลวงพ่อโตองค์นี้มีพุทธศาสนิกชนผู้เคารพนับถือเลื่อมใสมาสักการบูชาเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง ถือว่า “เป็นหลวงพ่อที่ให้ความคุ้มครอง ให้ความสุข ความเจริญ” 
หลวงพ่อดำ
เป็นพระปั้นปิดทองปางมารวิชัย หน้าตักว้าง 4 ศอก สันนิษฐานว่าเป็นฝีมือปั้นยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นพระพุทธรูปที่คู่กับบรมบรรพต (ภูเขาทอง) มาแต่ต้น เล่ากันมาว่าสร้างไว้ให้เพื่อเจ้านายและพุทธบริษัททั่วไปที่ไม่สามารถขึ้นไปบูชาบนองค์พระบรมบรรพต ได้บูชาที่พระพุทธรูปองค์นี้ ชาว บ้านโดยเฉพาะที่อยู่ใกล้วัดมีความเคารพนับถือกันมากพอสมควร มีคนไปไหว้ไม่ขาด และเรียกกันโดยทั่วไปว่า “ หลวงพ่อดำ” เล่ากันว่าแต่เดิมลงรักไว้ แต่ไม่ได้ปิดทอง 
พระศรีมหาโพธิ์
เป็นพันธุ์พระศรีมหาโพธิ์ที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ประดิษฐานอยู่ในรูปสี่เหลี่ยมประมาณวาเศษ ด้านกว้างประมาณสามวาเศษ มีประวัติว่าเมื่อรัชกาลที่ 2 (พ.ศ. 2357) ได้ส่งพระอาจารย์ดีกับพระอาจารย์เทพ เป็นหัวหน้าเป็นสมณทูตไปประเทศศรีลังกา หลังจากปฏิบัตศาสนกิจอยู่ที่นั้นเป็นเวลา 3 ปี ก็ได้กลับประเทศไทย และนำโพธิ์ลังกาพันธุ์พระศรีมหาโพธิ์เมืองอนุราธบุรีมาถวาย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย 3 ต้น โปรดให้ปลูกไว้ที่วัดสระเกศ 1 ต้น ที่เหลือปลูกที่วัดมหาธาตุ และวัดสุทัศน์เทพวราราม 
จุดเด่นหรือสิ่งที่น่าสนใจ
สิ่งที่ไม่ควรพลาด คือ การขึ้นไปกราบนมัสการปิดทองพระบรมสารีริกธาตุ, ชมพระบรมบรรพต ภูเขาทองที่ชั้นบนสุด, การเข้าไปชมความงามของพระพุทธรูปและภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ
เหมาะสำหรับ
เด็ก, เยาวชน, ผู้ใหญ่, ครอบครัว, คนชรา, ผู้ชาย, ผู้หญิง, เที่ยวคนเดียว, เที่ยวเป็นกลุ่ม
กิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยว
- นมัสการปิดทองพระบรมสารีริกธาตุ
- ชมพระบรมบรรพต ภูเขาทองที่ชั้นบนสุด
- ชมความงามของพระพุทธรูป และภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ
- ทำบุญตามจิตศรัทธา
เทศกาล-งานประจำปี
- พิธีเจริญพระพุทธมนต์ "มหาสมัยสูตร" วันที่ 15 เมษายน ของทุกปี เวลา 17.00 น.
- พิธีตักบาตเทโวโรหณะ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 เวลา 6.00 น.
- พิธีอัญเชิญผ้าแดงห่มองค์พระบรมบรรพต (ภูเขาทอง) วันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 12 เวลา 6.00 น.
- งานประเพณีนมัสการพระบรมสารีริกฐาตุประจำปี ระหว่างวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 12 ถึง แรม 2 ค่ำ เดือน 12 (ช่วงงานเทศกาลลอยกระทง 7 วัน 7 คืน) เวลา 6.00 - 24.00 น. ถือเป็นงานวัดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในกรุงเทพฯ และทางวัดจะเปิดให้ประชาชนขึ้นไปกราบไหว้พระบรมสารีริกธาตุในตอนกลางคืนเป็น ช่วงเวลาพิเศษ
เวลาทำการ
เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 8.00 - 17.30 น.
ค่าธรรมเนียม/ค่าเข้าชม
ชาวไทย ไม่เสียค่าเข้าชม
ชาวต่างชาติ เสียค่าเข้าชม 10 บาท
ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติม
ที่อยู่: 344 ถนนจักรพรรดิพงษ์ แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ 10100
โทรศัพท์: 02-621-0576
เว็บไซต์
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: www.watsraket.com, แผ่นพับภูเขาทอง วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ที่บริษัทอัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) พิมพ์ถวาย
สถานที่ตั้ง
344 ถนนจักรพรรดิพงษ์ แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานครที่จอดรถ
จอดภายในบริเวณวัดได้
การเดินทาง
โดยรถประจำทาง
รถธรรมดา สาย 8, 15, 37, 47, 49
รถปรับอากาศ ปอ. 37, 49
โดยเรือ
ขึ้นที่ท่าผ่านฟ้าลีลาศ (คลองแสนแสบ), ท่าภูเขาทอง (คลองผดุงกรุงเกษม)
ที่พักกรุงเทพมหานคร

"การจอง ที่พักกรุงเทพมหานคร กับเรา สามารถทำได้ง่าย ปลอดภัย และยังสามารถช่วยประหยัดเงินของคุณได้"
และวันนี้คุณสามารถชำระเงินค่าที่พักได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ด้วยช่องทางการชำระเงินอีกหนึ่งรูปแบบจากเรา
ผ่าน เคาน์เตอร์เซอร์วิส ที่ร้าน เซเว่น อีเลฟเว่น (7-Eleven) ทั่วประเทศ มากกว่า 4,800 สาขา
เพลิดเพลินไปกับการจอง ที่พักกรุงเทพมหานคร ราคาพิเศษสุดกับเรา
บริการ จองที่พัก กว่า 2,500 โรงแรม รีสอร์ททั่วประเทศให้คุณเลือกในราคาลดพิเศษสูงสุดถึง 75%






